< กลับไปหน้ารวมสถานการณ์เด็ก เยาวชน และครอบครัว
การเลือกตั้ง
เผยแพร่เมื่อ: 16-09-2026 10:58
เยาวชนไทยคือเกือบ 4 ใน 10 ของประชากร แต่มีที่นั่งในสภาไม่ถึง 3% และแทบไม่มีอำนาจต่อรองในระบบเลือกตั้งที่ยังคุ้นชินกับตัวบุคคลและระบบอุปถัมภ์มากกว่านโยบาย แท็กนี้รวบรวมข้อเสนอของ คิด for คิดส์ ในการขยายสิทธิเลือกตั้งให้เยาวชน ตั้งแต่ข้อเสนอลดอายุผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ไปจนถึงข้อมูลจริงจากการเลือกตั้งปี 2569 ที่ชี้ว่าเยาวชนเลือกพรรคและผู้แทนด้วยอุดมการณ์-นโยบายมากกว่าความสัมพันธ์ส่วนตัว เพื่อให้ครู ผู้ปกครอง และผู้ขับเคลื่อนนโยบายออกแบบพื้นที่การมีส่วนร่วมทางการเมืองที่ตรงจุดกับเยาวชนมากขึ้น
- เยาวชนคือเกือบ 4 ใน 10 ของประชากร แต่มีที่นั่งในสภาไม่ถึง 3%. เยาวชนอายุต่ำกว่า 30 ปีคิดเป็นราว 38% ของประชากรไทย (ราว 24.5 ล้านคน) แต่มีผู้แทนในสภาเพียง 12 จาก 500 ที่นั่ง และไม่มีตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีเลยสักคน
- ข้อเสนอลดอายุผู้มีสิทธิเลือกตั้งเหลือ 15 ปี ไม่ใช่เรื่องนอกกรอบ. เยาวชนอายุ 15 ปีขึ้นไปต้องรับผิดทางอาญาและทำงานเสียภาษีได้แล้ว หลายประเทศให้สิทธิเลือกตั้งตั้งแต่อายุ 16 และงานวิจัยด้านพัฒนาการสมองก็ชี้ว่าความสามารถตัดสินใจในสถานการณ์ไม่กดดันอย่างการเลือกตั้งไม่ต่างจากผู้ใหญ่มากนัก
- ข้อมูลจริงจากคูหาเลือกตั้งปี 2569: เยาวชนเลือกด้วยอุดมการณ์ ไม่ใช่ระบบอุปถัมภ์. ผลสำรวจเยาวชนอายุ 15-25 ปีกว่า 6,000 คนพบว่าอุดมการณ์และนโยบายเป็นปัจจัยอันดับหนึ่งในการเลือกพรรค ขณะที่ปัจจัยบุญคุณหรือความสัมพันธ์ส่วนตัวแทบไม่มีผลต่อการตัดสินใจของพวกเขา
- แต่ "เยาวชน" ไม่ใช่กลุ่มก้อนเดียว. เยาวชนกรุงเทพฯ ให้น้ำหนักกับผลงานด้านนิติบัญญัติของผู้แทนมากกว่าเยาวชนต่างจังหวัดเกือบเท่าตัว สะท้อนว่าการสื่อสารและออกแบบนโยบายเพื่อเยาวชนต้องแยกตามบริบทพื้นที่ ไม่ใช่ทำแบบเหมารวม
- การขยายสิทธิเลือกตั้งเป็นแค่หนึ่งในสามเสาหลัก ไม่ใช่ทางออกทั้งหมด. ต้องมาพร้อมการปฏิรูปสภาเด็กและเยาวชนให้มีอำนาจตัดสินใจและงบประมาณจริง และขยายสิทธิมีส่วนร่วมของนักเรียนในนโยบายการศึกษา
- รากฐานที่ขาดไม่ได้: การศึกษาความเป็นพลเมืองและหลักประกันไม่ให้ถูกตอบโต้. หากไม่มีทักษะความเป็นพลเมืองและกฎหมายคุ้มครองผู้มีส่วนร่วม การขยายสิทธิเลือกตั้งอาจไม่นำไปสู่การมีส่วนร่วมที่มีความหมายจริง
- สำหรับคนทำงานพัฒนาเด็ก: เริ่มจากมองเยาวชนเป็น "ผู้มีสิทธิ์" ไม่ใช่แค่ผู้รับผลกระทบ. ตั้งแต่การจำลองสถานการณ์เลือกตั้งในโรงเรียน ไปจนถึงการเก็บเสียงเยาวชนไว้เป็นข้อมูลประกอบการออกแบบนโยบายและโครงการ
เยาวชนคือเกือบ 4 ใน 10 ของประชากร แต่มีที่นั่งในสภาไม่ถึง 3% ตัวเลขนี้คือจุดตั้งต้นของปัญหาทั้งหมด: คนไทยอายุต่ำกว่า 30 ปีมีอยู่ราว 24.5 ล้านคน หรือประมาณ 38% ของประชากรทั้งประเทศ แต่ในสภาผู้แทนราษฎรกลับมีผู้แทนวัยนี้เพียง 12 คนจาก 500 ที่นั่ง คิดเป็นราว 2% เท่านั้น และไม่มีตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีแม้แต่คนเดียว ความไม่สมดุลระดับนี้อธิบายได้ไม่ยากว่าทำไมนโยบายจำนวนมากจึงไม่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ และทำไมการเคลื่อนไหวของเยาวชนในช่วงที่ผ่านมาจึงมักจบลงที่ "เสียงดังแต่ไม่ถูกนำไปใช้" — รายละเอียดตัวเลขและที่มาอยู่ใน ลดอายุผู้มีสิทธิเลือกตั้งจาก 18 เหลือ 15 ปี?: ขยายสิทธิให้เสียงเยาวชนมีความหมาย
ข้อเสนอลดอายุผู้มีสิทธิเลือกตั้งเหลือ 15 ปี ไม่ใช่เรื่องนอกกรอบ บทวิเคราะห์ของ คิด for คิดส์ ชี้ว่าเยาวชนอายุ 15 ปีขึ้นไปในไทยต้องรับผิดทางอาญาและสามารถทำงานเสียภาษีได้อยู่แล้ว แต่กลับไม่มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกคนที่จะออกกฎหมายมากำหนดชีวิตพวกเขา ข้อเสนอนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ในระดับสากล ออสเตรีย บราซิล อาร์เจนตินา คิวบา เอกวาดอร์ และมอลตา ให้สิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศตั้งแต่อายุ 16 ปีแล้ว ขณะที่งานวิจัยด้านสมองก็พบว่าความสามารถในการตัดสินใจแบบไม่กดดันของวัย 16 ปีไม่ต่างจากผู้ใหญ่มากนัก และเยาวชนอายุ 15-17 ปีถึง 64% ก็ติดตามข่าวสารการเมืองอยู่แล้ว สำหรับคนทำงานด้านเด็กและเยาวชน ข้อมูลชุดนี้เป็นเครื่องมือตอบโต้อคติที่ว่า "เด็กยังไม่พร้อม" ได้ตรงจุด — อ่านเต็มที่ ลดอายุผู้มีสิทธิเลือกตั้งจาก 18 เหลือ 15 ปี?
ข้อมูลจริงจากคูหาเลือกตั้งปี 2569: เยาวชนเลือกด้วยอุดมการณ์ ไม่ใช่ระบบอุปถัมภ์ เมื่อเยาวชนได้ใช้สิทธิจริงในการเลือกตั้งปี 2569 ผลสำรวจเยาวชนอายุ 15-25 ปีกว่า 6,000 คนภาคสนาม บวกอีกเกือบ 800 คนทางออนไลน์ พบว่าปัจจัยที่มีน้ำหนักที่สุดในการเลือกพรรคคืออุดมการณ์และนโยบาย (ราวครึ่งหนึ่งของผู้ตอบ) รองลงมาคือความยึดมั่นในประชาธิปไตย ซึ่งเยาวชนให้ความสำคัญสูงกว่าคนวัยอื่นอย่างชัดเจน ขณะที่ปัจจัยเรื่องบุญคุณหรือความสัมพันธ์ส่วนตัวกับผู้สมัครแทบไม่มีผลต่อการตัดสินใจของพวกเขาเลย ข้อมูลนี้ลบล้างภาพจำที่ว่าเยาวชนเลือกตั้งแบบตามกระแสหรือไม่มีหลักคิด และเป็นสัญญาณให้พรรคการเมืองและองค์กรพัฒนาเยาวชนต้องสื่อสารด้วยนโยบายที่จับต้องได้จริง — ดูรายละเอียดผลสำรวจที่ พรรค และ สส. แบบไหนโดนใจเยาวชน จากผลสำรวจความต้องการนโยบาย 101 PUB
แต่ "เยาวชน" ไม่ใช่กลุ่มก้อนเดียว ผลสำรวจชุดเดียวกันยังชี้ความต่างเชิงพื้นที่ที่คนทำงานพัฒนาเยาวชนควรรู้ไว้: เยาวชนกรุงเทพฯ ให้น้ำหนักกับความสามารถและผลงานด้านนิติบัญญัติของผู้แทนมากกว่าเยาวชนต่างจังหวัดเกือบเท่าตัว ขณะที่เยาวชนต่างจังหวัดยังคงพิจารณาตัวบุคคลของผู้สมัครมากกว่า แม้ระบบอุปถัมภ์แบบเดิมจะมีอิทธิพลน้อยลงในทุกพื้นที่ก็ตาม บทเรียนสำหรับผู้ออกแบบกิจกรรมหรือแคมเปญด้านการมีส่วนร่วมทางการเมืองคือ ต้องเลิกพูดกับ "เยาวชนไทย" ในฐานะกลุ่มเดียว และออกแบบเนื้อหาให้เหมาะกับบริบทเมือง-ชนบทที่ต่างกัน — ข้อมูลเชิงพื้นที่ทั้งหมดอยู่ใน พรรค และ สส. แบบไหนโดนใจเยาวชนฯ
การขยายสิทธิเลือกตั้งเป็นแค่หนึ่งในสามเสาหลัก ไม่ใช่ทางออกทั้งหมด บทวิเคราะห์ "ให้เสียงเยาวชนมี 'ความหมาย'" เตือนว่าการลดอายุเลือกตั้งอย่างเดียวไม่พอ เพราะระบบยังมีช่องทางมีส่วนร่วมของเยาวชนอีกสองจุดที่อ่อนแอไม่แพ้กัน คือสภาเด็กและเยาวชนที่ปัจจุบันมักเป็นเพียงพิธีกรรมมากกว่าจะมีอำนาจตัดสินใจหรืองบประมาณจริง และการมีส่วนร่วมของนักเรียนในนโยบายการศึกษาที่แทบไม่มีที่ทางในคณะกรรมการสถานศึกษา ข้อเสนอคือต้องปฏิรูปทั้งสามจุดไปพร้อมกัน — ลดอายุผู้มีสิทธิเลือกตั้งและลงสมัคร ปฏิรูปสภาเยาวชนให้มีอำนาจและงบประมาณจริง และเปิดที่นั่งให้นักเรียนในการตัดสินใจเรื่องนโยบายการศึกษา — รายละเอียดข้อเสนอทั้งสามเสาอยู่ใน ให้เสียงเยาวชนมี 'ความหมาย': เปิดกระบวนการนโยบายให้เยาวชนมีส่วนร่วม
รากฐานที่ขาดไม่ได้: การศึกษาความเป็นพลเมืองและหลักประกันไม่ให้ถูกตอบโต้ ข้อเสนอเชิงโครงสร้างข้างต้นจะไม่เกิดผลจริง หากเยาวชนเองไม่มีทักษะและความมั่นใจที่จะใช้สิทธินั้น บทวิเคราะห์ชิ้นเดียวกันย้ำว่าการขยายสิทธิเลือกตั้งต้องมาคู่กับการศึกษาความเป็นพลเมือง (civics education) ที่สอนให้เยาวชนเข้าใจว่าสิทธิของตนมีความหมายอย่างไรและใช้อย่างไร รวมถึงหลักประกันทางกฎหมายที่คุ้มครองเยาวชนที่ออกมาเคลื่อนไหวหรือแสดงความเห็นทางการเมืองจากการถูกคุกคามหรือตอบโต้ สำหรับโรงเรียนและองค์กรพัฒนาเด็ก นี่คือช่องว่างที่ลงมือทำได้เลยแม้กฎหมายการเลือกตั้งยังไม่เปลี่ยน — อ่านรายละเอียดที่ ให้เสียงเยาวชนมี 'ความหมาย'ฯ
สำหรับคนทำงานพัฒนาเด็ก: เริ่มจากมองเยาวชนเป็น "ผู้มีสิทธิ์" ไม่ใช่แค่ผู้รับผลกระทบ เมื่อรวมทั้งสามชุดข้อมูลเข้าด้วยกัน ข้อสรุปที่ใช้งานได้จริงสำหรับครู ผู้ปกครอง และผู้ขับเคลื่อนนโยบายคือ การมีส่วนร่วมทางการเมืองของเยาวชนต้องเริ่มก่อนถึงคูหาเลือกตั้งจริงนานมาก ตั้งแต่การจำลองสถานการณ์เลือกตั้งหรือเวทีอภิปรายนโยบายในโรงเรียน การชวนเยาวชนแสดงความเห็นต่อประเด็นนโยบายที่กระทบชีวิตตนเองอย่างสม่ำเสมอ ไปจนถึงการเก็บเสียงและข้อมูลพฤติกรรมของเยาวชนไว้ใช้ประกอบการออกแบบนโยบายหรือโครงการขององค์กร แทนที่จะรอให้ถึงวันเลือกตั้งแล้วค่อยถามความเห็น เพราะอย่างที่ข้อมูลจากปี 2569 แสดงให้เห็น เยาวชนที่ได้รับโอกาสคิดและมีส่วนร่วมมาก่อน จะใช้สิทธิ์ของตนอย่างมีวิจารณญาณและยึดโยงกับนโยบายจริง — สรุปภาพรวมทั้งหมดอยู่ใน พรรค และ สส. แบบไหนโดนใจเยาวชนฯ และ ลดอายุผู้มีสิทธิเลือกตั้งฯ
แหล่งอ้างอิงจาก Kid for Kids (โพสต์ทั้งหมดภายใต้แท็กนี้)
- บาดแผลรัฐประหารในบ้าน: 10 ปีของการใช้ครอบครัวเป็นเครื่องมือกดปราบประชาชน — 22 พ.ค. 2024
- พรรค และ สส. แบบไหนโดนใจเยาวชน จากผลสำรวจความต้องการนโยบาย 101 PUB — 9 เม.ย. 2026
- ให้เสียงเยาวชนมี 'ความหมาย': เปิดกระบวนการนโยบายให้เยาวชนมีส่วนร่วม — 27 ต.ค. 2022
- ลดอายุผู้มีสิทธิเลือกตั้งจาก 18 เหลือ 15 ปี?: ขยายสิทธิให้เสียงเยาวชนมีความหมาย — 13 มิ.ย. 2022
- 'เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา' แต่ไม่ใช่กับทุกคน: ตั้งหลักคิดใหม่นโยบายเทคโนโลยีการศึกษา — 18 ก.ย. 2025
- ถ้าได้เงินล้าน เยาวชนอายุ 16-20 ปีอยากใช้ทำอะไร?: ข้อมูลจากผลสำรวจ คิด for คิดส์ — 24 มี.ค. 2025