< กลับไปหน้ารวมสถานการณ์เด็ก เยาวชน และครอบครัว

ความเหลื่อมล้ำ


เผยแพร่เมื่อ: 26-10-2026 10:58

เด็กไทยเกิดน้อยลงและส่วนใหญ่เกิดในครัวเรือนรายได้น้อย ช่องว่างจึงเปิดตั้งแต่ปฐมวัยและสะสมต่อเนื่องทั้งในพัฒนาการ การเรียน ค่าเลี้ยงดู สวัสดิการ ทำเลที่อยู่ และหนี้ครัวเรือน แท็กนี้รวบรวมงานวิเคราะห์ของ คิด for คิดส์ ที่ชี้ว่านโยบายแบบพิสูจน์ความจนหรือแก้ทีละเรื่องมักพลาดคนที่ต้องการมากที่สุด พร้อมข้อเสนอที่ผู้ทำงานเด็กและครอบครัวหยิบไปใช้ได้

ความเหลื่อมล้ำ
สาระสำคัญ
  • เด็กเกิดน้อยลงและส่วนใหญ่เกิดในครัวเรือนรายได้น้อย ทุกคนที่เกิดมาจึงสำคัญขึ้น และกลุ่มรายได้น้อยคือกลุ่มใหญ่ของเด็กเล็ก
  • ช่องว่างเปิดตั้งแต่ปฐมวัยและกว้างขึ้นตามขั้นการศึกษา จากพัฒนาการด้านการรู้คิดไปจนถึงการเรียนมหาวิทยาลัย
  • ต้นทุนเลี้ยงลูกและระบบสนับสนุนต่างกันตามฐานะและอาชีพ ตั้งแต่สิทธิลาคลอดที่แรงงานนอกระบบไม่มี ไปจนถึงศูนย์เด็กเล็กที่รับเด็กช้า
  • เงินอุดหนุนที่คัดกรองตามรายได้ตกหล่นเกือบครึ่ง ขั้นตอนยุ่ง เอกสารมาก และการพิสูจน์ความจนทำให้คนที่ควรได้หลุดไป
  • กล่องแรกเกิดเริ่มต้นให้เท่ากันด้วยสวัสดิการที่ไม่ใช่เงิน ถ้าออกแบบให้ถ้วนหน้าและไม่เพิ่มภาระแม่
  • ทำเลและค่าเดินทางทำให้สิทธิที่เท่ากันได้ผลไม่เท่ากัน ทั้งการเดินทางไปเรียนในเมือง และบริการที่กระจุกอยู่ในเมืองใหญ่
  • หนี้ครัวเรือนส่งต่อความเหลื่อมล้ำถึงเด็ก เด็กเกินครึ่งอยู่ในครัวเรือนที่มีหนี้ และหนี้กระทบทั้งรายได้ ความสัมพันธ์ และความฝัน

เด็กเกิดน้อยลงและส่วนใหญ่เกิดในครัวเรือนรายได้น้อย ปี 2568 ไทยมีเด็กเกิดใหม่ 416,574 คน ลดลงราว 43.4% จาก 736,352 คนเมื่อ 10 ปีก่อน ขณะที่เด็กเล็กอายุ 0–5 ปีราว 3 ล้านคน มีถึง 70.4% อยู่ในครัวเรือนรายได้น้อย และ 13.1% อยู่ใต้เส้นความยากจน (3,078 บาทต่อคนต่อเดือน) สูงกว่าประชากรทั่วไปที่ราว 7.8% คาดว่าในปี 2609 วัยทำงาน 100 คนจะต้องดูแลผู้สูงอายุราว 64 คน เมื่อเด็กมีน้อยลง การปล่อยให้เด็กคนหนึ่งเสียโอกาสจึงเป็นต้นทุนของทั้งประเทศมากขึ้น และงานที่ลงทุนกับเด็กรายได้น้อยก็ไม่ใช่งานของคนกลุ่มเล็ก เพราะพวกเขาคือเด็กเล็กส่วนใหญ่ของประเทศ — อ่านเพิ่มใน เงินอุดหนุนถ้วนหน้า: หยุดเด็กตกหล่นเพราะคัดกรอง สู่โอกาสฝ่าวิกฤตประชากรร่วมกัน

ช่องว่างเปิดตั้งแต่ปฐมวัยและกว้างขึ้นตามขั้นการศึกษา ในเด็กอายุ 3–4 ปี พัฒนาการรอบด้านของกลุ่มจนที่สุดอยู่ที่ 88% เทียบกับ 96% ของกลุ่มรวยที่สุด และพัฒนาการด้านการรู้คิด 51% เทียบกับ 76% จากนั้นช่องว่างขยายตามขั้นการศึกษา การเข้าเรียนประถมใกล้เคียงกัน (97.6% และ 100%) แต่มัธยมต้นเหลือ 77.6% เทียบกับ 99.1% มัธยมปลาย 41.6% เทียบกับ 96.3% และมหาวิทยาลัย 7.6% เทียบกับ 84.3% อีกภาพจากงานวิเคราะห์ของ 101 PUB คือเด็กและเยาวชนอายุไม่เกิน 21 ปีราว 13.6 ล้านคน มี 4.8 ล้านคนอยู่ในครัวเรือนยากจนที่มีรายได้เฉลี่ยราว 2,973 บาทต่อคนต่อเดือน ส่วนกลุ่มรวยที่สุดราว 1.1 ล้านคนอยู่ในครัวเรือนที่มีรายได้ราว 26,954 บาท หรือมากกว่าราว 9 เท่า สำหรับผู้ปฏิบัติงาน จุดที่ควรเฝ้าระวังคือรอยต่อช่วงมัธยมต้นไปมัธยมปลาย ซึ่งช่องว่างเปิดกว้างที่สุด และช่วงปฐมวัยที่การลงทุนยังเปลี่ยนเส้นทางได้ง่าย — อ่านเพิ่มใน เงินอุดหนุนถ้วนหน้า และ สังคมแบบไหนที่คนไทยอยากมีลูก?

ต้นทุนเลี้ยงลูกและระบบสนับสนุนต่างกันตามฐานะและอาชีพ การเลี้ยงเด็กหนึ่งคนตั้งแต่เกิดจนอายุ 21 ปีมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยราว 3 ล้านบาท โดยรัฐรับราว 49% และพ่อแม่รับราว 51% (ประมาณ 6,375 บาทต่อเดือน) แต่ค่าเฉลี่ยซ่อนความต่าง ครัวเรือนรวยที่สุดใช้จ่ายราว 3.7 ล้านบาท ส่วนครัวเรือนจนที่สุดราว 645,739 บาท หรือต่างกันราว 5.7 เท่า ระบบสนับสนุนก็ไม่ทั่วถึง ข้าราชการหญิงลาคลอดได้สูงสุด 188 วัน แรงงานหญิงในระบบ 98 วัน ส่วนแรงงานนอกระบบซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดไม่มีสิทธิลาเลย ศูนย์เด็กเล็กของรัฐรับตั้งแต่อายุ 2–3 ปี จึงมีช่องว่างช่วงแม่ต้องกลับไปทำงานแต่ยังฝากลูกไม่ได้ และแม่ที่มีลูกได้ค่าจ้างต่ำกว่าผู้หญิงที่ไม่มีลูกราว 30% (ช่องว่างค่าจ้างจากการเป็นแม่) ข้อเสนอคือขยายสิทธิลาคลอดเป็นอย่างน้อย 180 วันรวมแรงงานนอกระบบ ปรับเวลาเปิดและอายุรับเด็กของศูนย์เด็กเล็กให้สอดคล้องกับชีวิตพ่อแม่ และลงทุนด้านปฐมวัยให้ใกล้เป้า 1% ของ GDP จากที่ไทยลงทุนราว 0.25% ผู้ปฏิบัติงานอาจเริ่มจากสำรวจในพื้นที่ว่าพ่อแม่ที่ทำงานนอกระบบฝากลูกช่วงอายุ 0–2 ปีไว้กับใคร — อ่านเพิ่มใน สังคมแบบไหนที่คนไทยอยากมีลูก?

เงินอุดหนุนที่คัดกรองตามรายได้ตกหล่นเกือบครึ่ง เงินอุดหนุนเด็กเล็กปัจจุบันให้ 600 บาทต่อเดือนแก่เด็ก 0–6 ปีในครัวเรือนที่รายได้ไม่เกินเกณฑ์ ครอบคลุมเด็ก 2,259,430 คน หรือ 76.4% ของเด็กเล็กทั้งประเทศ แต่เด็กที่มีสิทธิกลับไม่ได้รับถึง 42.7% (ตัวเลขนี้อาจรวมผู้ที่ได้รับล่าช้า) และสูงสุดที่ 59.3% ในเด็กแรกเกิด เพราะต้องรอคลอดก่อนยื่น ใช้เอกสารมาก และรอพิจารณาอย่างน้อย 15 วัน บางรายเกิน 6 เดือน การตกหล่นยังต่างกันตามพื้นที่ (นครนายก 89.9% ภูเก็ต 87.3% สมุทรปราการ 87.2% เทียบกับมหาสารคาม 9.5%) โดยเมืองใหญ่มีปัญหาจากการเข้าใจผิดเรื่องทะเบียนบ้านและการขาดเครือข่ายอย่าง อสม. ที่ช่วยยืนยันสถานะผู้ย้ายถิ่น เรื่องเล่าของสองครอบครัวในสารคดีช่วยให้เห็นหน้างาน ทั้งคนทำงานอิสระที่ไม่มีเอกสารรับรองรายได้ การต้องหาคนรับรองรายได้ การลางานไปยื่นหลายครั้ง และความรู้สึกถูกตีตราจากการพิสูจน์ความจนซ้ำๆ ส่วนเงิน 600 บาทเทียบกับค่าเลี้ยงดูเด็กเล็กเฉลี่ย 3,593.8 บาทต่อเดือนก็ครอบคลุมได้เพียงบางส่วน ข้อเสนอคือเปลี่ยนเป็นแบบถ้วนหน้าและเพิ่มเป็นอย่างน้อย 1,200 บาทต่อเดือน ซึ่งใช้งบราว 42,000 ล้านบาท เทียบกับราว 16,000 ล้านบาทในปัจจุบัน และต้นทุนจะลดลงตามจำนวนเด็กที่เกิดน้อยลง ในระหว่างนี้ผู้ปฏิบัติงานช่วยลดการตกหล่นได้โดยแนะนำให้ยื่นตั้งแต่ตั้งครรภ์ และใช้เครือข่ายชุมชนยืนยันสถานะครอบครัว — อ่านเพิ่มใน เงินอุดหนุนถ้วนหน้า และเรื่องเล่าครอบครัวใน ยังไม่ทันตั้งไข่ เด็กไทยก็ถูกทอดทิ้งจากรัฐ

กล่องแรกเกิดเริ่มต้นให้เท่ากันด้วยสวัสดิการที่ไม่ใช่เงิน เด็กแรกเกิดได้รับสวัสดิการจากรัฐน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับช่วงวัยอื่น ทั้งที่การดูแลทารกต้องการทั้งความรู้และทรัพยากร กล่องแรกเกิด (baby box) จึงเป็นทางเลือกที่ไม่ใช่ตัวเงิน โดยแจกของใช้และคู่มือให้ทารกทุกคน ฟินแลนด์เริ่มทำตั้งแต่ทศวรรษ 1930 และขยายเป็นถ้วนหน้าในปี 1949 กล่องมี 50 ชิ้น ใช้งบเพียง 0.4% ของงบสวัสดิการครอบครัว และต้องลงทะเบียนฝากครรภ์ก่อนสัปดาห์ที่ 18 อัตราฝากครรภ์จึงสูงถึง 99.7% ไทยเองเคยมีโครงการ “ถุงรับขวัญ” ปี 2548 แจกราว 900,000 ชุดก่อนหยุดไปหลังรัฐประหาร 2549 และท้องถิ่นหลายแห่งนำไปต่อยอดตั้งแต่ราวปี 2553 หลักฐานจากต่างประเทศบอกว่ากล่องไม่ใช่ยาวิเศษ ได้ผลดีเมื่อมาพร้อมความรู้และการติดตาม เช่น ฟิลาเดลเฟียที่อบรมตัวต่อตัวช่วยลดการนอนร่วมเตียงของแม่ที่ให้นมลูกได้ราว 50% และต้องระวังเรื่องวัฒนธรรม ของบางอย่างถูกมองว่าตะวันตกเกินไป ข้อเสนอ 101 PUB คือให้แบบถ้วนหน้าโดยไม่ต้องลงทะเบียนยุ่งยาก ใช้เงื่อนไขเชิงบวกที่ไม่เพิ่มภาระแม่ เลือกของใช้เอนกประสงค์ ไม่ส่งเสริมนมแม่จนด้อยค่านมผง และต่อยอดจากโครงการท้องถิ่น โดยกล่องละราว 2,000 บาท ใช้งบรวมราว 1.2 พันล้านบาทต่อปีและลดลงตามจำนวนเด็กเกิด — อ่านเพิ่มใน ‘กล่องแรกเกิด’ ความเท่าเทียมก้าวแรกของชีวิต

ทำเลและค่าเดินทางทำให้สิทธิที่เท่ากันได้ผลไม่เท่ากัน แม้ในกรุงเทพฯ ซึ่งมีโครงสร้างพื้นฐานดีที่สุดของประเทศ ค่าเดินทางก็เป็นเงื่อนไขของการเข้าถึงการศึกษา ผลสำรวจเยาวชน 15–25 ปีในกรุงเทพฯ และปริมณฑล (n = 2,056) พบว่าไปเรียนด้วยขนส่งสาธารณะ 31.0% รถส่วนตัว 39.7% และเดินหรือปั่นจักรยาน 16.3% ค่าเดินทางด้วยขนส่งสาธารณะเฉลี่ย 98 บาทต่อวัน หรือราว 19,600 บาทต่อปีการศึกษา เท่ากับ 22.7% ของรายได้ต่อหัวของครัวเรือนที่จนที่สุด 20% แรก รถไฟฟ้า 20 บาทช่วยลดค่าโดยสารสำหรับคนที่อยู่ใกล้สถานี แต่พื้นที่ที่เดินถึงรถไฟฟ้าภายใน 1,000 เมตรมีเพียง 21.6% ของกรุงเทพฯ จึงอาจซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำระหว่างทำเล และไม่ช่วยต่างจังหวัดที่แทบไม่มีขนส่งสาธารณะ ข้อเสนอคือรวมรถเมล์และขนส่งสายรองเข้าระบบตั๋วร่วม อุดหนุนค่าโดยสารนักเรียน ยกระดับสถานศึกษาและแหล่งเรียนรู้ให้ไม่ต้องเดินทางไกล และพัฒนาหอพักราคาถูกใกล้สถานศึกษา ปัญหาเดียวกันเห็นได้ในบริการสุขภาพจิต จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น 295 คนทั้งประเทศอยู่ในกรุงเทพฯ 111 คน และมี 17 จังหวัดไม่มีเลย วัยรุ่นในอำเภอกุดชุม จ.ยโสธรที่ค้นหาในฐานข้อมูลออนไลน์พบว่าจังหวัดตนเองมี 0 คน และสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุดอยู่ไกลกว่า 100 กิโลเมตร ผู้ปฏิบัติงานจึงควรถามเสมอว่าสิทธิหรือบริการนั้น “ใกล้พอและจ่ายไหว” สำหรับเด็กที่อยู่ไกลที่สุดหรือไม่ — อ่านเพิ่มใน ‘ค่าเดินทางแพง’ จำกัดฝันการศึกษาเด็กกรุงเทพฯ แต่แก้ไม่ได้ด้วยรถไฟฟ้า 20 บาท? และ สุขภาพใจที่อยู่ไกลเกินเอื้อมของเด็กและวัยรุ่นไทย

หนี้ครัวเรือนส่งต่อความเหลื่อมล้ำถึงเด็ก ไตรมาส 4 ปี 2567 หนี้ครัวเรือนไทยรวมราว 16.4 ล้านล้านบาท หรือ 88.4% ของ GDP และตามรายงานสถานการณ์เด็กและครอบครัวปี 2568 เด็กและเยาวชนไม่เกิน 25 ปีกว่า 6.2 ล้านคน (ราว 61%) อยู่ในครัวเรือนที่มีหนี้ ครัวเรือนเหล่านี้ใช้ราว 20% ของรายได้ต่อเดือนผ่อนหนี้ ทำให้สัดส่วนเด็กและเยาวชนใต้เส้นความยากจนเพิ่มจากราว 7% เป็นราว 13% เมื่อหักค่าผ่อน และราว 1 ใน 5 มีรายได้หลังหักค่าผ่อนไม่เกิน 1.25 เท่าของเส้นความยากจน ผลกระทบไม่ได้จบที่เงิน เวลาในครอบครัวลดลงและความสัมพันธ์ตึงเครียดขึ้น ความเชื่อมั่นและความสามารถในการฟื้นตัวของเยาวชนต่ำกว่า และเมื่อถามว่าจะใช้เงินหนึ่งล้านบาททำอะไร 40% ของเยาวชนที่มีหนี้ตอบว่าจะใช้หนี้ให้ครอบครัวก่อน ขณะที่เยาวชนที่ไม่มีหนี้ส่วนใหญ่ตอบว่าจะเรียนต่อ มาตรการของรัฐที่เป็นการแก้เฉพาะจุดมักไปไม่ถึงกลุ่มเปราะบาง และคนทำงานนอกระบบที่ไม่มีสลิปเงินเดือนก็หันไปกู้นอกระบบ ข้อเสนอจึงครอบคลุมทั้งการปรับโครงสร้างหนี้ การปรับงวดชำระให้ตรงกับรายได้ที่ไม่แน่นอน การเชื่อมระบบการเงินฐานราก การทำให้ต้นทุนการศึกษาต่ำที่สุด และสวัสดิการเด็กตั้งแต่เงินอุดหนุนเด็กเล็ก เพื่อไม่ให้เด็กติดกับดักหนี้ของครอบครัว พร้อมมองความเหลื่อมล้ำเป็นผลของโครงสร้างมากกว่าความรับผิดชอบของครัวเรือนเพียงลำพัง — อ่านเพิ่มใน ทลายอุปสรรคชีวิตเยาวชนไทยในยุคหนี้ครัวเรือนล้น


แหล่งอ้างอิงจาก Kid for Kids (โพสต์ทั้งหมดภายใต้แท็กนี้)

  1. เงินอุดหนุนถ้วนหน้า: หยุดเด็กตกหล่นเพราะคัดกรอง สู่โอกาสฝ่าวิกฤตประชากรร่วมกัน — 11 มิ.ย. 2026
  2. ทลายอุปสรรคชีวิตเยาวชนไทยในยุคหนี้ครัวเรือนล้น — 2 ก.ย. 2025
  3. ‘ค่าเดินทางแพง’ จำกัดฝันการศึกษาเด็กกรุงเทพฯ แต่แก้ไม่ได้ด้วยรถไฟฟ้า 20 บาท? — 18 ส.ค. 2025
  4. สุขภาพใจที่อยู่ไกลเกินเอื้อมของเด็กและวัยรุ่นไทย — 10 ม.ค. 2023
  5. ‘กล่องแรกเกิด’ ความเท่าเทียมก้าวแรกของชีวิต — 24 พ.ย. 2022
  6. Research Roundup 2022 : “จินตนาการใหม่-แผลเป็น-เปราะบาง” : อนาคตนโยบายเด็กและครอบครัวไทยในสามวิกฤต — 7 ต.ค. 2022
  7. สังคมแบบไหนที่คนไทยอยากมีลูก? — 12 เม.ย. 2022
  8. ยังไม่ทันตั้งไข่ เด็กไทยก็ถูกทอดทิ้งจากรัฐ: เมื่อ ‘เงินอุดหนุนเด็กเล็ก’ ไปไม่ถึงทุกคน — 15 ส.ค. 2021
  9. SIDE B อีกเสียงจากที่เขาบอกว่า “ครอบครัวไทย ครอบครัวอบอุ่น” — 2 มิ.ย. 2020
  10. Heart of Early Childhood : หัวใจของวัยอนุบาล — 3 ก.ย. 2019

หมวดหมู่

  • ความเหลื่อมล้ำและเศรษฐกิจ