< กลับไปหน้ารวมสถานการณ์เด็ก เยาวชน และครอบครัว
บริการจิตเวชและนักจิตวิทยา
เผยแพร่เมื่อ: 21-10-2026 13:01
เด็กและวัยรุ่นไทยจำนวนมากมีปัญหาสุขภาพใจ แต่บริการที่ไปถึงพวกเขาจริงกลับกระจุกอยู่ในเมืองใหญ่ ทั้งจิตแพทย์เด็ก พยาบาลจิตเวช และนักจิตวิทยาที่ยังไม่มีระบบกำกับชัดเจน แท็กนี้รวบรวมบทวิเคราะห์ของ คิด for คิดส์ ว่าด้วยช่องว่างของระบบบริการ และทางออกที่ผู้ทำงานเด็ก ครู และผู้กำหนดนโยบายหยิบไปใช้ได้ เช่น การดูแลเป็นลำดับขั้น การขยายผู้ดูแลใจในชุมชน และการกำกับมาตรฐานอย่างสมดุล
- จิตแพทย์เด็กมีน้อยและอยู่ไกลเกินเอื้อม ทั้งประเทศมีจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นเพียง 295 คน กระจุกในกรุงเทพฯ และหลายจังหวัดไม่มีเลยหรือมีเพียงคนเดียว
- สถิติทางการมองไม่เห็นเด็กต่ำกว่า 15 ปี ตัวชี้วัดซึมเศร้าเริ่มนับที่อายุ 15 ทั้งที่ความคิดฆ่าตัวตายเริ่มตั้งแต่ 11–14 ปี และเด็กมักไม่บอกว่าตัวเอง “เศร้า”
- พยาบาลจิตเวชคือกำลังหลัก แต่เวลาไปจมกับตัวชี้วัดและงานเอกสาร ส่วนใหญ่ต้องทำงานอื่นควบ และเปิดคลินิกจิตเวชได้เพียงบางวัน
- ทางออกคือดูแลเป็นลำดับขั้นและขยายผู้ดูแลใจสู่ชุมชน ไม่ให้ทุกอย่างติดคอขวดที่จิตแพทย์ในโรงพยาบาล
- นักจิตวิทยาการปรึกษาและนักจิตบำบัดต้องมีการกำกับ แต่ต้องไม่แข็งทื่อ ปัจจุบันยังอยู่นอกระบบกำกับของรัฐ เสี่ยงต่อการอวดอ้างและการล่วงละเมิดผู้รับบริการ
- ปัญหาจิตเวชเด็กสะท้อนปัญหาครอบครัวและโรงเรียน เสียงจากจิตแพทย์เด็กในต่างจังหวัดชี้ว่าต้องดูแลทั้งเด็ก พ่อแม่ และครู
จิตแพทย์เด็กมีน้อยและอยู่ไกลเกินเอื้อม ปี 2565 ไทยมีจิตแพทย์ 845 คน (1.28 คนต่อแสนประชากร) ซึ่งผ่านเป้าหมายแรกของแผนพัฒนาสุขภาพจิตแห่งชาติแล้ว แต่ตัวเลขรวมซ่อนความเหลื่อมล้ำไว้ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นมีเพียง 295 คน โดย 111 คนอยู่ในกรุงเทพฯ มี 17 จังหวัดที่ไม่มีจิตแพทย์เด็กประจำเลย และอีก 15 จังหวัดมีเพียงคนเดียวที่ดูแลทั้งจังหวัด สถานพยาบาลจิตเวชไม่ถึง 40% ที่มีจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นประจำ ขณะเดียวกันการเลือก “หมอที่ใช่” สำคัญกับการรักษา ผู้ป่วยซึมเศร้า 57% เคยเปลี่ยนจิตแพทย์อย่างน้อยหนึ่งครั้ง การมีทางเลือกใกล้บ้านจึงไม่ใช่เรื่องหรูหรา สำหรับผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ที่ไม่มีจิตแพทย์เด็ก ควรรู้ล่วงหน้าว่าเส้นทางส่งต่อที่ใกล้ที่สุดอยู่ที่ไหนและเดินทางอย่างไร — ดูแผนที่ความเหลื่อมล้ำรายจังหวัดใน สุขภาพใจที่อยู่ไกลเกินเอื้อมของเด็กและวัยรุ่นไทย
สถิติทางการมองไม่เห็นเด็กต่ำกว่า 15 ปี ตัวชี้วัดผู้ป่วยซึมเศร้าในระบบข้อมูลสุขภาพนับเฉพาะผู้ที่อายุ 15 ปีขึ้นไป ตัวเลขผู้ป่วยซึมเศร้าสะสม 1.3 ล้านคนและผู้ทำร้ายตนเอง 21,686 คน จึงไม่รวมเด็กอายุ 11–14 ปี ทั้งที่ความเสี่ยงความคิดฆ่าตัวตายในช่วงวัยนี้อยู่ที่ 9.3% สูงกว่าวัย 15–19 ปี (5.9%) อีกประเด็นคือเด็กมักไม่ตอบว่าตัวเอง “เศร้า” จากการใช้แบบคัดกรอง CDI (แบบประเมินภาวะซึมเศร้าในเด็ก) ในนักเรียนประถมปลายที่มีอาการ คำตอบที่พบมากสุดคือรู้สึกทำอะไรไม่ได้ดีเท่าคนอื่น (91.5%) รู้สึกว่ามีแต่อุปสรรค (88.6%) ทำการบ้านต้องใช้ความพยายามมาก (88.2%) และรู้สึกไม่มีใครรัก (88.2%) ขณะที่ตอบว่า “รู้สึกเศร้า” เพียง 48.5% ครูและพ่อแม่จึงไม่ควรรอให้เด็กพูดคำว่าเศร้าเอง แต่ควรสังเกตสัญญาณเหล่านี้ และข้อเสนอของบทวิเคราะห์คือขยายตัวชี้วัดให้ครอบคลุมเด็กตั้งแต่ 11 ปี — อ่านเพิ่มใน เห็นตัวเลข ไม่เห็นหัวใจ สถิติสุขภาพจิตไทยที่ต้องทบทวน
พยาบาลจิตเวชคือกำลังหลัก แต่เวลาไปจมกับตัวชี้วัดและงานเอกสาร ไทยมีพยาบาลจิตเวชราว 4,064 คน (602 คนดูแลเด็กและเยาวชน) แต่ส่วนใหญ่ต้องทำงานพยาบาลทั่วไปควบ ทำให้เปิดคลินิกจิตเวชได้เพียงสัปดาห์ละวัน ระบบตัวชี้วัดและการจัดสรรเงินทำให้ต้องกรอกข้อมูลถึง 43 แฟ้มต่อวัน พยาบาลคนหนึ่งเล่าว่าเวลาดูแลคนไข้เหลือราว 50% ตัวชี้วัดบางตัวยังบิดเบือนภาพจริง เช่น อัตราเข้าถึงบริการของผู้ป่วยซึมเศร้ารวมทั้งประเทศอยู่ที่ 85.67% และมี 34 จังหวัดที่เกิน 100% ทั้งที่กรมสุขภาพจิตเคยระบุว่าผู้ป่วยซึมเศร้าที่เข้าถึงการรักษาอาจมีเพียงราว 28% พยาบาลรุ่นใหม่ก็ไม่อยากทำงานจิตเวช ซึ่งกระทบถึงการที่จิตแพทย์จะไปประจำในพื้นที่ขาดแคลน ข้อเสนอคือสมดุลภาระงานกับตัวชี้วัด ลดข้อมูลซ้ำซ้อน และคืนเวลา “ดูแลตัวเลข” ให้เป็นเวลา “ดูแลสุขภาพจิต” — อ่านเพิ่มใน ทำไมพยาบาลจิตเวชถึงไม่มีเวลาทำงานจิตเวช?
ทางออกคือดูแลเป็นลำดับขั้นและขยายผู้ดูแลใจสู่ชุมชน แผนพัฒนาสุขภาพจิตแห่งชาติยังตั้งเป้าจิตแพทย์ไว้ต่ำเกินไป (สัดส่วนปี 2565 ถึงเป้าปี 2570 แล้ว) และแผนผลิตพยาบาลจิตเวชก็จะได้ราว 8.6 ต่อแสนประชากร จากเป้า 15.0 บทวิเคราะห์ชี้ว่าระบบติดอยู่ที่ “คอขวด” คือแพทย์ในโรงพยาบาล จึงเสนอ stepped care (การดูแลเป็นลำดับขั้น เริ่มจากการพูดคุยเมื่ออาการยังไม่หนัก ให้จิตแพทย์เป็นด่านท้ายๆ) ตามแบบโครงการ IAPT ของอังกฤษที่ฝึก “นักดูแลสุขภาพใจ” เป็นด่านหน้า ไทยมีตำแหน่งใกล้เคียงอยู่แล้วคือพนักงานสุขภาพชุมชน (พสช.) ที่ต่อยอดได้ ส่วนโครงการ Friendship Bench ในซิมบับเวฝึก “คุณยาย” ในชุมชนให้ดูแลผู้ซึมเศร้าระดับน้อยถึงปานกลาง ผลวิจัยพบอาการซึมเศร้าที่ 6 เดือนเหลือ 14% เทียบกับ 50% ในกลุ่มควบคุม อีกข้อเสนอที่ใช้ได้กับผู้ปฏิบัติงานคือเปลี่ยนตัวชี้วัดจาก “อัตราเข้าถึง” เป็น “เวลารอคอย” เพราะผู้ซึมเศร้า 1 ใน 3 ใช้เวลามากกว่า 2 ปีกว่าจะพบแพทย์ และให้ฟังเสียงคนหน้างานเพื่อปิดช่องว่างระหว่างนโยบายส่วนกลางกับการปฏิบัติจริง — อ่านเพิ่มใน ดูแลหัวใจไม่ให้ใครร่วงหล่น: เปลี่ยนระบบบริการสุขภาพจิตให้เข้าถึงง่ายและทันท่วงที
นักจิตวิทยาการปรึกษาและนักจิตบำบัดต้องมีการกำกับ แต่ต้องไม่แข็งทื่อ จิตแพทย์และนักจิตวิทยาคลินิกถูกกำกับภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบโรคศิลปะ แต่นักจิตวิทยาการปรึกษา นักจิตบำบัด และนักจิตวิทยาสาขาอื่นไม่ได้อยู่ในระบบนี้ ขณะที่กรมสุขภาพจิตประเมินว่าคนไทยที่มีปัญหาสุขภาพจิตอาจมีถึง 10 ล้านคน แต่เข้าถึงบริการเพียง 3 ล้านคน เมื่อความต้องการสูงขึ้นก็เกิดผู้ที่อบรมระยะสั้นแล้วเรียกตัวเองว่านักบำบัด และมีความเสี่ยงต่อการล่วงละเมิดผู้รับบริการโดยเอาผิดไม่ได้หากไม่ใช่สมาชิกสมาคม ต่างประเทศมีหลายแบบ เช่น negative licensing (ให้อำนาจสั่งห้ามผู้ละเมิดจรรยาบรรณประกอบอาชีพ แต่ไม่ต้องขอใบอนุญาตก่อน) การคุ้มครองชื่อวิชาชีพ และระบบสองระดับของแคนาดา แต่ทั่วโลกมีเพียง 29% ของประเทศที่รัฐกำกับวิชาชีพนี้ และรายงานจากออสเตรเลียก็ระบุว่ายังไม่มีหลักฐานหนักแน่นว่าผู้ลงทะเบียนให้บริการดีกว่า บทวิเคราะห์เสนอให้ไทยใช้การกำกับร่วมระหว่างรัฐกับสมาคม แยกกฎหมายออกจากบุคลากรการแพทย์ คุ้มครองชื่อวิชาชีพสำหรับสาขาที่พร้อม ใช้ negative licensing กับสาขาที่ยังไม่พร้อม และสร้างตำแหน่งในระบบราชการเพื่อให้ทัดเทียมนักจิตวิทยาคลินิก ระหว่างที่ยังไม่มีกฎหมาย โรงเรียนและองค์กรที่จะส่งต่อเด็กไปหาผู้ให้การปรึกษาควรตรวจสอบการฝึกอบรมและสังกัดสมาคมของผู้ให้บริการด้วยตนเอง — อ่านเพิ่มใน ปรึกษาหัวใจกับใครก็เหมือนกัน? แนวทางกำกับมาตรฐานนักจิตวิทยาการปรึกษา-จิตบำบัดอย่างสมดุล
ปัญหาจิตเวชเด็กสะท้อนปัญหาครอบครัวและโรงเรียน เรื่องเล่าของวัยรุ่นคนหนึ่งและเสียงจากจิตแพทย์เด็กในภาคเหนือช่วยให้เห็นปัญหาจากหน้างาน คือในต่างจังหวัดสังคมยังมองปัญหาสุขภาพจิตด้วยทัศนคติลบ และครอบครัวที่อยู่ต่างอำเภอต้องใช้เวลาทั้งวันและเสียรายได้เพื่อพาเด็กไปรักษา หลายครอบครัวจึงเลือกไม่พาไป จิตแพทย์ท่านนี้ชี้ว่าซึมเศร้ามักเป็นเพียง “ยอดภูเขาน้ำแข็ง” ของปัญหาในครอบครัวและระบบการศึกษา จึงต้องบำบัดครอบครัวและทำงานกับครูควบคู่กัน ขณะที่ทั้งประเทศมีสถาบันฝึกจิตแพทย์เพียง 5 แห่ง ผลิตได้ราว 20 คนต่อปี ข้อสรุปสำหรับผู้ทำงานด้านเด็กคือ การดูแลเด็กรายคนไม่พอ ต้องออกแบบงานที่เสริมความเข้มแข็งให้บ้านและโรงเรียนไปพร้อมกัน — อ่านเรื่องเล่าและข้อมูลประกอบใน เรื่องของนิ่ม เยาวชน และคนที่ถูกทอดทิ้งจากระบบ
แหล่งอ้างอิงจาก Kid for Kids (โพสต์ทั้งหมดภายใต้แท็กนี้)
- เรื่องของนิ่ม เยาวชน และคนที่ถูกทอดทิ้งจากระบบ: เมื่อไม่ใช่ทุกคนจะเข้าถึงบริการสุขภาพจิตได้ — 1 มี.ค. 2023
- เห็นตัวเลข ไม่เห็นหัวใจ สถิติสุขภาพจิตไทยที่ต้องทบทวน — 25 ม.ค. 2023
- ดูแลหัวใจไม่ให้ใครร่วงหล่น: เปลี่ยนระบบบริการสุขภาพจิตให้เข้าถึงง่ายและทันท่วงที — 10 ก.พ. 2023
- สุขภาพใจที่อยู่ไกลเกินเอื้อมของเด็กและวัยรุ่นไทย — 10 ม.ค. 2023
- ทำไมพยาบาลจิตเวชถึงไม่มีเวลาทำงานจิตเวช? — 27 ม.ค. 2023
- ปรึกษาหัวใจกับใครก็เหมือนกัน? แนวทางกำกับมาตรฐานนักจิตวิทยาการปรึกษา-จิตบำบัดอย่างสมดุล — 25 ต.ค. 2024
- (จะไม่ยอม) ถูกสาปให้พ่ายแพ้ในกระแสความเปลี่ยนแปลง: รวมข้อเสนอนโยบายเยาวชน จากแนวคิดเครือข่ายเยาวชนและคนรุ่นใหม่ — 3 ก.ค. 2025
- This is my family : ครอบครัวของคุณเป็นแบบไหน? — 20 พ.ค. 2020