< กลับไปหน้ารวมสถานการณ์เด็ก เยาวชน และครอบครัว
ความเสมอภาคทางเพศ
เผยแพร่เมื่อ: 21-10-2026 13:00
การมีกฎหมายสมรสเท่าเทียมยังไม่ได้แปลว่าปัญหาความเสมอภาคทางเพศในสังคมไทยจะหมดลง ผลสำรวจเยาวชนของ คิด for คิดส์ ชี้ว่าเยาวชน LGBTQ+ ซึ่งเป็นสัดส่วนใหญ่ของคนรุ่นใหม่ ยังถูกคุกคามมากกว่าและมีสุขภาพกายใจแย่กว่า ขณะที่แรงสนับสนุนความเสมอภาคในหมู่เยาวชนเองกลับลดลง แท็กนี้รวบรวมข้อมูลและข้อเสนอที่ครู นักพัฒนาเด็ก และผู้ทำงานด้านสุขภาพนำไปใช้ได้ ตั้งแต่การสร้างพื้นที่ปลอดภัย บริการสุขภาพสำหรับคนข้ามเพศ ไปจนถึงการช่วยผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัวให้ตั้งตัวได้จริง
- LGBTQ+ ไม่ใช่กลุ่มเล็กในหมู่เยาวชน ผลสำรวจปี 2568 พบว่าเยาวชนอายุ 15–25 ปีราวหนึ่งในสามระบุอัตลักษณ์หรือรสนิยมทางเพศที่จัดเป็น LGBTQ+ และกลุ่มนี้หลากหลายมาก
- ถูกคุกคามมากกว่า และบ้านไม่ใช่เซฟโซนเสมอไป ทั้งการบูลลี การละเมิดความเป็นส่วนตัว การทำร้ายร่างกาย และการคุกคามทางเพศ โดยเหตุหลายแบบเกิดในบ้านมากที่สุด
- ความคิดต่างในบ้านผลักเด็กออกไปหาเพื่อนและอินเทอร์เน็ต เยาวชน LGBTQ+ สนิทกับครอบครัวและปรึกษาพ่อแม่เป็นคนแรกน้อยกว่ากลุ่มอื่น
- สุขภาพกายและใจย่ำแย่กว่า และเป็นรูปแบบเดิมที่ซ้ำในผลสำรวจหลายรอบ ความเครียด ความเหงา และปัญหาสุขภาพจิตที่ขวางทางการเรียนและการทำงาน
- แรงสนับสนุนความเสมอภาคของเยาวชนลดลง ทั้งการให้คุณค่ากับความเสมอภาคและการสนับสนุนสิทธิบางด้าน แม้สมรสเท่าเทียมจะยังคงที่
- ฮอร์โมนฟรีของคนข้ามเพศต้องใช้ได้จริงและปลอดภัย งบประมาณอนุมัติแล้วแต่ยังเบิกไม่ได้ ครอบคลุมจำกัด และต้องออกแบบหลักเกณฑ์ให้รัดกุม โดยเฉพาะกับเด็กและวัยรุ่น
- เดินออกจากความรุนแรงในครอบครัวแล้ว ต้องมีที่ให้ตั้งตัว ที่พักฉุกเฉิน คูปองเช่าบ้าน การฝึกอาชีพ และสิทธิลาพักใจ คือช่องว่างที่กฎหมายและร่างกฎหมายยังไปไม่ถึง
LGBTQ+ ไม่ใช่ “กลุ่มน้อย” ในหมู่เยาวชน ผลสำรวจเยาวชนอายุ 15–25 ปี จำนวน 13,201 คนทั่วประเทศเมื่อเดือนมีนาคม 2568 พบว่า 32.9% รายงานอัตลักษณ์หรือรสนิยมทางเพศที่จัดเป็น LGBTQ+ ซึ่งเป็นสัดส่วนใกล้เคียงกับกลุ่มหญิง straight (30.4%) และชาย straight (36.7%) ภายในกลุ่มนี้ก็หลากหลายมาก ทั้งผู้ชอบเพศเดียวกัน ผู้ชอบหลายเพศ ผู้ที่ไม่รู้สึกรักชอบเพศใด และผู้ที่ระบุอัตลักษณ์ข้ามเพศหรืออัตลักษณ์อื่น สำหรับครูและผู้ทำโครงการเด็ก ตัวเลขนี้เตือนว่าการออกแบบกิจกรรม กติกา และบริการ “เผื่อทุกเพศสภาพ” ไม่ใช่งานเสริมสำหรับเด็กกลุ่มเล็กๆ แต่คือการออกแบบให้เด็กราวหนึ่งในสามของห้อง — ดูรายละเอียดอัตลักษณ์และรสนิยมทางเพศได้ที่ ‘สายรุ้งในฟ้าหม่นมัว’: เมื่อสังคมไทยยังไม่ใช่เซฟโซนของเยาวชน LGBTQ+
ถูกคุกคามมากกว่า และบ้านไม่ใช่เซฟโซนเสมอไป เยาวชน LGBTQ+ ถูกด่าทอหรือบูลลีถึง 50.0% เทียบกับ 30.3% ของกลุ่ม straight ถูกละเมิดความเป็นส่วนตัว 33.7% เทียบกับ 18.9% ถูกทำร้ายร่างกาย 31.4% เทียบกับ 18.3% และถูกข่มขืนหรือคุกคามทางเพศ 12.3% เทียบกับ 4.8% ที่น่าสนใจคือเหตุแต่ละแบบเกิดต่างที่กัน การบูลลีเกิดในโรงเรียนมากที่สุด (82.0%) การคุกคามทางเพศเกิดในชุมชนมากที่สุด (48.6%) แต่การละเมิดความเป็นส่วนตัว (74.0%) และการทำร้ายร่างกาย (68.0%) เกิดในบ้านมากที่สุด และมีแนวโน้มสูงกว่าในครัวเรือนรายได้ต่ำ ผู้ปฏิบัติงานจึงไม่ควรสรุปว่าเด็กที่ “กลับบ้านแล้ว” ปลอดภัย มาตรการคุ้มครองต้องมองให้ครบทั้งโรงเรียน บ้าน และชุมชน — อ่านเพิ่มใน ‘สายรุ้งในฟ้าหม่นมัว’
ความคิดต่างในบ้านผลักเด็กออกไปหาเพื่อนและอินเทอร์เน็ต เยาวชน LGBTQ+ 79.3% รายงานอุปสรรคต่อความสัมพันธ์ในครอบครัว เทียบกับ 66.1% ของกลุ่ม straight และอุปสรรคที่เด่นที่สุดคือ “ความคิดขัดแย้ง” (29.3% เทียบกับ 18.7%) โดยประเด็นที่ขัดแย้งกันมากสุดคือเรื่องสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง รองลงมาคือการใช้ชีวิตประจำวัน และการศึกษา-การทำงาน ผลคือมีเพียง 53.8% ที่รู้สึกสนิทกับครอบครัว (เทียบกับ 65.4%) และ 28.7% ที่ปรึกษาพ่อแม่เป็นคนแรก (เทียบกับ 40.3%) หลายคนหันไปหาเพื่อน พี่น้อง และอินเทอร์เน็ตแทน ข้อเสนอที่ตามมาคือ ต้องมีบริการให้คำปรึกษาสำหรับเด็ก เยาวชน ครอบครัว และครูควบคู่กัน เพื่อให้ผู้ใหญ่ในบ้านและโรงเรียนเข้าใจเด็กได้ก่อนที่ช่องว่างจะกว้างขึ้น — อ่านเพิ่มใน ‘สายรุ้งในฟ้าหม่นมัว’
สุขภาพกายและใจย่ำแย่กว่า และเป็นรูปแบบเดิมที่ซ้ำในผลสำรวจหลายรอบ ผลสำรวจปี 2568 พบว่าเยาวชน LGBTQ+ เครียดบ่อยมากถึงมากที่สุด 50.7% (เทียบกับ 34.6%) รู้สึกเหงาหรือโดดเดี่ยว 31.0% และ 16.6% มีสุขภาพกายแข็งแรงน้อยถึงน้อยที่สุด (เทียบกับ 10.6%) ปัญหาสุขภาพจิตยังกลายเป็นอุปสรรคต่อความฝัน โดยขวางการเรียน 13.2% เทียบกับ 6.0% และขวางการทำงาน 7.4% เทียบกับ 4.1% ผลสำรวจรอบปี 2565 ก็ให้ภาพแบบเดียวกัน คือ เครียด เหงา ถูกคุกคาม และขัดแย้งกับครอบครัวมากกว่า ซึ่งบอกว่านี่คือปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต่อเนื่อง ไม่ใช่เรื่องเฉพาะช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ทางออกที่เสนอคือระบบสนับสนุนสุขภาวะจิตแบบบูรณาการ และการขยายการเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็น — อ่านเพิ่มใน ‘สายรุ้งในฟ้าหม่นมัว’ และ อ่านปัญหาในชีวิตและแรงสนับสนุนสิทธิ LGBTQ+ จากผลสำรวจเยาวชนของ คิด for คิดส์ (ปี 2565)
แรงสนับสนุนความเสมอภาคของเยาวชนลดลง ผลสำรวจปี 2568 เทียบกับปี 2565 ชี้ว่าเยาวชนที่เห็นว่า “ความเสมอภาคระหว่างทุกเพศสภาพสำคัญ” ลดจาก 73.3% เหลือ 66.5% โดยในปี 2568 กลุ่ม LGBTQ+ เห็นด้วย 77.5% หญิง straight 65.9% และชาย straight 56.8% การสนับสนุนสิทธิเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อและเพศในเอกสารลดจาก 51.5% เหลือ 37.4% สิทธิเลือกเข้าห้องน้ำตามเพศสภาพลดจาก 26.0% เหลือ 23.2% มีเพียงสิทธิสมรสเท่าเทียมที่แทบคงที่ (62.5% เป็น 61.6%) แนวโน้มนี้สอดคล้องกับการให้คุณค่าความหลากหลายด้านอื่นที่ลดลง เช่น ชาติพันธุ์ ศาสนา และความเห็นทางการเมือง สำหรับนักกิจกรรมและผู้ทำงานกับเยาวชน นี่คือสัญญาณว่าอย่าถือว่าคนรุ่นใหม่จะ “เปิดกว้างอยู่แล้ว” ต้องทำงานสร้างความเข้าใจต่อเนื่อง — ดูตัวเลขเทียบรายปีได้ที่ ‘สายรุ้งในฟ้าหม่นมัว’
ฮอร์โมนฟรีของคนข้ามเพศต้องใช้ได้จริงและปลอดภัย ข้อมูลที่ยกมาในบทวิเคราะห์ระบุว่าชายข้ามเพศ 70% และหญิงข้ามเพศ 82% ใช้ฮอร์โมนโดยไม่มีแพทย์ดูแล ซึ่งมีความเสี่ยงต่อสุขภาพ เช่น หญิงข้ามเพศที่ใช้ยาคุมกำเนิดเพื่อเร่งผลมีความเสี่ยงลิ่มเลือดอุดตันสูงกว่าคนที่ไม่ใช้ฮอร์โมนถึง 20 เท่า เมื่อเดือนกรกฎาคม 2567 สปสช. อนุมัติงบ 145.6 ล้านบาทสำหรับบริการสุขภาพคนข้ามเพศราว 200,000 ราย แต่เฉลี่ยตกคนละ 725 บาท ซึ่งอาจพอเพียงเดือนเดียว (ขณะที่ฮอร์โมนต้องใช้ต่อเนื่องและมีค่าใช้จ่ายราว 900 บาทต่อเดือนสำหรับชายข้ามเพศ และ 500–1,500 บาทสำหรับหญิงข้ามเพศ) ยังครอบคลุมเฉพาะผู้ถือบัตรทอง และเบิกจ่ายไม่ได้เพราะหลักเกณฑ์ยังอยู่ระหว่างพัฒนา ส่วนกับเด็กและวัยรุ่น ทั่วโลกกำลังเข้มงวดขึ้น เช่น อังกฤษระงับการใช้ยาชะลอวัยเจริญพันธุ์ในปี 2567 และเดนมาร์กพบสัดส่วนผู้ใช้ฮอร์โมนลดลงมากเมื่อมีการดูแลด้านจิตสังคม UNDP จึงแนะให้ปรับหลักเกณฑ์สากลให้เข้ากับบริบทไทย ด้วยการประเมินอย่างละเอียด ทำงานร่วมกับครอบครัว และใช้ทีมสหวิชาชีพ ซึ่งเป็นโจทย์ที่คลินิกและหน่วยบริการเตรียมตัวได้ตั้งแต่ตอนนี้ — อ่านเพิ่มใน เทคฮอร์โมนฟรี สิทธิพิเศษหรือสิทธิขั้นพื้นฐาน?
เดินออกจากความรุนแรงในครอบครัวแล้ว ต้องมีที่ให้ตั้งตัว กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวรายงานว่ากรณีความรุนแรงในครอบครัวเพิ่มจาก 2,312 เคสในปี 2566 เป็น 4,833 เคสในปี 2567 และตัวเลขจริงอาจสูงกว่านี้ เพราะผู้ถูกกระทำจำนวนมากไม่กล้าร้องเรียนด้วยเหตุผลด้านเศรษฐกิจ บาดแผลทางใจ คำสัญญาว่าจะเปลี่ยนของผู้กระทำ และการข่มขู่ ร่างกฎหมายฉบับภาคประชาชน (2568) ปรับการช่วยเหลือเฉพาะหน้า เช่น พาออกจากที่เกิดเหตุภายใน 24 ชั่วโมง และมีผู้จัดการรายกรณีภายใน 72 ชั่วโมง รวมทั้งเปลี่ยนมุมจาก “คืนดี” เป็น “เปิดทางเลือก” แต่ยังขาดนโยบายที่ทำให้ผู้ถูกกระทำ “อยู่ได้” หลังจบความสัมพันธ์ บทวิเคราะห์เสนอที่พักฉุกเฉินให้ครบทุกจังหวัดหรือให้รัฐเช่าที่พักเอกชน คูปองเช่าบ้านที่ช่วยค่าเช่าราว 4 เดือนเต็มและบางส่วนอีก 3 เดือน ระหว่างฝึกอาชีพ หางาน และทดลองงาน ศูนย์เลี้ยงเด็กที่ช่วยดูแลลูกระหว่างนั้น และสิทธิ “ลาพักใจ” สำหรับผู้เพิ่งออกจากความรุนแรง ผู้ทำงานในชุมชนจึงควรรู้ว่าพื้นที่ตนมีที่พักและเส้นทางส่งต่อใดบ้าง เพราะการเดินออกมาเป็นเพียงจุดเริ่มต้น — อ่านเพิ่มใน การเดินออกมาเป็นแค่จุดเริ่มต้น: ช่วยผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัวให้ตั้งตัวระยะยาว
แหล่งอ้างอิงจาก Kid for Kids (โพสต์ทั้งหมดภายใต้แท็กนี้)
- ‘สายรุ้งในฟ้าหม่นมัว’: เมื่อสังคมไทยยังไม่ใช่เซฟโซนของเยาวชน LGBTQ+ – อ่านผลสำรวจเยาวชน คิด for คิดส์ 2025 — 30 มิ.ย. 2025
- อ่านปัญหาในชีวิตและแรงสนับสนุนสิทธิ LGBTQ+ จากผลสำรวจเยาวชนของ คิด for คิดส์ — 16 มิ.ย. 2022
- เทคฮอร์โมนฟรี สิทธิพิเศษหรือสิทธิขั้นพื้นฐาน? — 4 มิ.ย. 2025
- การเดินออกมาเป็นแค่จุดเริ่มต้น: ช่วยผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัวให้ตั้งตัวระยะยาว — 2 เม.ย. 2026